การซ่อมรถมอเตอร์ไซด์ จมน้ำด้วยตนเอง

การซ่อมรถมอเตอร์ไซด์ จมน้ำด้วยตนเอง

การซ่อมรถมอเตอร์ไซด์ จมน้ำด้วยตนเอง

รถมอเตอร์ไซด์คู่ใจที่จมน้ำ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดกับรถของตัวเอง แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องทำการแก้ไขใช้กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม วันนี้เรามีวิธีซ่อมง่ายๆ ด้วยตนเองมาแนะนำ ดังนี้

การซ่อมรถมอเตอร์ไซด์ จมน้ำด้วยตนเอง

? ให้เตรียมเครื่องมือช่างต่าง ๆ ให้พร้อม เช่น ประแจปากตาย ประแจแหวน ค้อน ไขควงปากแฉก ไขควงปากแบน ปั๊มลม น้ำมันอเนกประสงค์ สบู่หรือผงซักฟอก แปรงสีฟันเก่าๆ ฟองน้ำ เศษผ้า ถังน้ำหรือสายยางฉีดน้ำ รวมถึงไม้ไว้ใช้รองแท่นเครื่อง

? จัดการทำความสะอาดให้เรียบร้อย จากนั้นจึงฉีดน้ำล้างตามซอกตามมุมให้ทั่วทั้งคัน เพื่อไล่ดินโคลน คราบสกปรกออกให้หมด จากนั้นจะทำการไล่น้ำออกจากท่อไอเสีย โดยยกหน้ารถให้สูงเพื่อให้น้ำไหลย้อนออกจากปลายท่อไอเสีย อีกทั้งทำการถอดขั้วแบตเตอรี่ออกก่อน เริ่มจากถอดขั้วบวกแล้วค่อยมาถอดขั้วลบ เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งก่อนหน้านี้ห้ามบิดกุญแจเพื่อสตาร์ตเครื่องเด็ดขาด

? จากนั้นแกะและถอดฝาครอบบังลมออก รวมถึงแกะหรือถอดอะไหล่ที่เกะกะออกมาก่อน ให้เหลือแต่โครงรถ เพื่อง่ายในการซ่อม จากนั้นเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้าให้แห้งพร้อมน้ำมันอเนกประสงค์เพื่อไล่ความชื้น

? ถอดไส้กรองอากาศทิ้ง เนื่องจากไส้กรองนั้นหมดสภาพแล้ว และให้เปลี่ยนไส้กรองใหม่ใส่แทน การทำในขั้นตอนนี้ต้องระวังน้ำไหลเข้าไปในคาร์บูเรเตอร์

? ถ่ายน้ำมันเบนซินจากถังออกให้หมด หลังจากนั้นใส่น้ำมันเบนซินใหม่ พร้อมกับเขย่าถังน้ำมัน ทำซ้ำอีกครั้ง แล้วจึงประกอบกลับเข้าไปที่เดิม ต่อจากนั้นตรวจสอบคาร์บูเรเตอร์ โดยการขันสกรูที่ด้านข้างคาร์บูเรเตอร์เพื่อให้น้ำมันไหลออกมา โดยนำขวดแก้วใสหรือถังสีใสมารองน้ำมัน เพื่อให้มองเห็นน้ำมันว่ามีน้ำเข้ามาผสมหรือไม่ หากไม่มีน้ำมาผสมอยู่แสดงว่าไม่มีน้ำเข้ามาในคาร์บูเรเตอร์ แต่ถ้ามีต้องส่งให้ช่างซ่อม

? เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ และให้ใช้น้ำมันอเนกประสงค์ฉีดพวกสวิตช์ไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่อไล่ความชื้น

? ดึงหัวเทียนออกมาเช็ดให้แห้ง ปล่อยให้รูเสียบหัวเทียนให้ว่างไว้ พร้อมกับเหยียบคันสตาร์ตเท้าไปเรื่อย ๆ หลาย ๆ ครั้งเป็นการไล่น้ำออกจากห้องเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นการทำให้ลูกสูบเคลื่อนไหวได้บ้าง พร้อมกับน้ำมันอเนกประสงค์ลงในปลั๊กหัวเทียน แล้วประกอบหัวเทียนกลับเข้าที่เดิม

? บิดกุญแจตัดต่อสวิตช์ แล้วสตาร์ตเครื่องยนต์ด้วยการสตาร์ตเท้าหลาย ๆ ครั้งจนติด โดยจะดึงโช้กช่วยสตาร์ตด้วยก็ได้ หากรถมีปุ่มสตาร์ตมือ ในขั้นตอนนี้ให้งดใช้งานก่อน เพื่อป้องกันการช็อต ทำการสตาร์ตจนเครื่องติด เพียงเท่านี้รถก็วิ่งได้

#เคล็ดลับน่ารู้